มหาวิทยาลัยนี้ชื่อ...มะขามป้อม
พฤหัส พหลกุลบุตร


การเดินทางขึ้นเหนือล่องใต้ สี่จังหวัดในเวลาเกือบเดือนที่ผ่านมาของผม ในฐานะผู้รับผิดชอบโครงการละครเพื่อความเปลี่ยนแปลง มันก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงบางอย่างในความคิดผม บางทีอาจเรียกว่าความเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แต่อาจเป็น ภาพในอุดมคติที่บ่มเพาะขึ้นมาจากความเลือนลางที่ค่อย ๆ แจ่มชัดขึ้นตลอดมา แต่วันนี้มันเปรียบเสมือนการปรับโฟกัส ให้ชัดเจนของวิวไฟน์เดอร์ในกล้องถ่ายรูปต่างหาก



ยี่สิบปีที่ผมใช้ชีวิตอยู่ในองค์กรแห่งนี้ กลุ่มละครร่อนเร่ ที่ตระเวนทำสิ่งที่ตัวเองเชื่อและฝัน เดินทางไปทั่วประเทศ ในช่วงแรกผมเกาะเกี่ยวตัวเองกับองค์กรแห่งนี้ในฐานะอาสาสมัคร ร่วมงานทุกอย่างที่เป็นไปได้ สำหรับเด็กหนุ่มวัยรุ่นอย่างผมในตอนนั้นมันเหมือนกระโจนลงมาในสายน้ำที่ชุ่ม ฉ่ำเย็น แหวกว่ายไปในประสบการณ์ใหม่ที่น่าตื่นเต้น มีสารพัดกิจกรรมให้วัยรุ่นอย่างผมได้ลองผิดลองถูก เรียนรู้ เล่นละคร เขียนบท กำกับละคร พี่เลี้ยงค่าย วิทยากรงานอบรม คนทำสื่อ วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วพร้อมๆกับประสบการณ์และเมล็ดพันธุ์แห่งการเรียน รู้ที่เริ่มแตกยอดในตัวเรา

ผมพบว่าผมจบมหาวิทยาลัยที่ผมสอบเข้าเรียนได้ แต่ผมแทบจะหันหลังให้สถาบันแห่งนั้น ในขณะที่ทุ่มเทเวลาทั้งหมดของชีวิต อยู่กับคณะละครเร่ร่อนแห่งนี้ แต่ได้พบคุณค่าและความหมายที่แท้จริงของคำว่า”การศึกษา” จากการลงมือปฏิบัติจริงในพื้นที่ ทำซ้ำๆๆ ทำแล้วทำเล่า จากเวทีโรงละครสู่ลานวัด จากห้างสรรพสินค้าสู่ค่ายผู้อพยพ จากใต้สุดจรดเหนือสุด จากร่ำรวยไฮโซถึงคนที่ไม่รู้ว่าวันนี้จะกินอะไร กระบวนการเหล่านี้ ค่อย ๆ ซึมซ่านเข้าไปในซอกเล็บ ไหปลาร้า และ กระดูกสันหลัง และแทงทะลุถึงขั้วหัวใจ จนผมพบว่าการเรียนรู้นอกห้องเรียนเท่านั้นที่จะเข้าถึงการศึกษาที่แท้จริง



สิบปีต่อมา
ผมพบว่าตัวเอง ก้าวเดินมาสู่คนทำงานเช่นนี้ ในฐานะ “มืออาชีพ” เพราะเราเลี้ยงดูชีวิตด้วยการงานเหล่านี้ ฝึกฝนและพัฒนาทักษะความสามารถอย่างหนักจนอยู่กับมันอย่างเป็นจริงได้ใน ที่สุด ผมพบว่าหากเรามั่นคงและซื่อสัตย์กับความฝันของตัวเอง เราจะทำทุกวิถีทางที่จะทำให้ความฝันเป็นความจริง ระหว่างทางที่เดินผมพบว่ามีพี่น้องเพื่อนพ้องจำนวนหนึ่งที่ก้าวเดินไปพร้อมๆ กันอย่างช้าๆแต่ทว่ามั่นคงพอให้ไม่เปล่าเปลี่ยวจนเกินไป

ห้าปีต่อมา
งานหลักของผมไม่ใช่การสร้างงานเป็นผลผลิตของโครงการต่อโครงการอีกต่อไป ผมพบว่า กระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียนเช่นนี้ สร้างความเป็นมนุษย์ที่มีหัวจิตหัวใจให้กับสังคมได้มากกว่าการเรียนรู้ใน ห้องแคบๆ ผมจึงมุ่งสร้างคนทำงานรุ่นใหม่ๆ น้องๆที่กำลังก้าวเดินมาบนเส้นทางเล็กๆที่กันดารสายนี้ ถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ สร้างเวทีเพิ่มพูนประสบการณ์ใหม่ๆให้พวกเขา แล้วคอยเฝ้าดู ให้คำแนะนำ ก่นด่า จ้ำจี้จ้ำไช ไปตามกำลังที่ตนเองจะทำได้ เพื่อให้พวกเขากลายไปเป็น “ผู้นำแห่งความเปลี่ยนแปลง” ที่จะถ่ายทอดกระบวนการเรียนรู้ตามประสบการณ์ที่แต่ละคนได้รับ ไปสู่น้อง ๆเยาวชนทั่วประเทศ ผมเชื่อว่าพวกเรากำลังทำงานเพื่อความเปลี่ยนแปลงสังคม จากหน่วยย่อยที่สุด เล็กที่สุด ช้าที่สุด แต่เราเชื่อว่า มันเป็นความจริงที่สุดเช่นเดียวกันกับพลังแห่งวัยเยาว์ ที่ผมสัมผัสจากการสังเกตการณ์ในค่ายละครเพื่อการเปลี่ยนแปลงคราวนี้

ผลงานของน้องผู้เข้าร่วมที่เกือบทั้งหมดยังใช้ชีวิตมาไม่ถึงสองทศวรรษ แต่เขามีประสบการณ์ มุมมอง ความคิด ความฝัน ที่บรรจุมาเต็มเปี่ยมพอ ๆ กับพลังแห่งการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด เมื่อมาเจอกับกิจกรรมที่พวกเขาสนใจ ละคร ในมิติที่ แตกต่างไปจากสิ่งที่เคยรับรู้จากสื่อกระแสหลัก ไม่ว่าจะเป็นละครหลังข่าว รายการประกวดร้องเพลง หรือ ข่าวซุบซิบดาราในหน้านิตยสาร ก็กลายป็นพลังแห่งการเรียนรู้ที่ยิ่งใหญ่ และ สนุกสนานเหลือเกินในสายตาผม เพราะเมื่อคุณทำละคร คุณต้องลงเรียนหลากหลายวิชาไปพร้อมๆกัน อย่าง วิชาการคิดอย่างเป็นระบบ การเก็บข้อมูลวิจัย ความคิดสร้างสรรค์กับจินตนาการ การแก้ปัญหาจากสมมติฐาน วรรณกรรมและคติชนวิทยาชาวบ้าน ปัญหาสังคม อารยธรรมเอเชีย ผิดกันแต่ที่เรามิได้เรียนผ่านการอ่านแล้วเอาไปสอบ แต่ต้องเอาตัวเองกระโจนเข้าไปใน “ถังประสบการณ์” ด้วยตัวเอง หลังจากนี้ คุณจึงชุ่มโชกเปียกปอนไปด้วย ”ความรู้จากการลงมือทำ”



อ.เสรี พงศ์พิศ
อธิการบดีมหาวิทยาลัยชีวิต กล่าวไว้ว่า “การเรียนในระดับอุดมศึกษาเป็นการยกระดับความคิดและวิธีคิด พูดง่าย ๆ คือ ทำอย่างไรให้ "คิดเป็น" ซึ่งก็คืออุดมคติหรือเป้าหมายหนึ่งของการศึกษาทุกระดับ เริ่มตั้งแต่อนุบาลเรื่อยมา ซึ่งเริ่มต้นจากสิ่งที่เป็นรูปธรรมสัมผัสได้ แล้วค่อย ๆ "ยกระดับ" ขึ้นไปสู่สิ่งที่เป็น "นามธรรม" มันยิ่งตอกย้ำให้ผมเชื่อมั่นในกระบวนการละคร กระบวนการเรียนรู้นอกห้องเรียน หากเราเลิกจำกัดความมหาวิทยาลัย ให้อยู่เฉพาะรั้วอันแน่นหนาและมิดชิด ภายใต้ตึกสูงใหญ่และอุปกรณ์ไฮเทค เมื่อเรามองมหาวิทยาลัยเป็นทุกที่ในชีวิต ป้ายรถเมล์ ตลาดสด ห้างสรรพสินค้า ป่าเขาและยอดดอย กลายเป็นมหาวิทยาลัยขนาดใหญ่ ที่การเรียนรู้ของเราจะมีอยู่อย่างไม่สิ้นสุด เมื่อถึงเวลาเช่นนั้น “ปัญญา” ก็คงจะเกิดขึ้นจริงได้ในทุก ๆ ที่ของแผ่นดินไทย อีกไม่นานเราคงมีมหาวิทยาลัยเช่นนี้อยู่ทั่วประเทศไทย

ม.พระจันทร์เสี้ยว ม.แปดคูณแปด ม.บีฟลอร์ (ภาคอินเตอร์) ม.มะขามป้อม ม.มานีมานะ ม.ไม้ขีดไฟ ม.ขันโตก ม.กิ่งก้านใบ

ผมหวังว่าจะเกิดมหาวิทยาลัยแบบนี้มากๆ มหาวิทยาลัยที่ไม่ต้องยื่นขอรับใบอนุญาตจากสภามหาวิทยาลัย ไม่ต้องรอรับนโยบายจากรัฐมนตรีคนไหน หรือ การปฏิรูปการศึกษารอบที่เท่าไหร่ เพราะมหาวิทยาลัยเช่นนี้สร้างได้ จากหัวใจประชาชน...อย่างเราเอง


ทั้งหมด : 1 หน้า
หน้า : 1