การประยุกต์ใช้ละคร

รศ พรรัตน์ ดำรุง ภาควิชาศิลปการละคร อักษรฯ จุฬา

     ในยุคนี้ ละครมีหลายรูปแบบให้เลือกดู มีทั้งที่เป็นมหรสพความบันเทิงเต็มรูปแบบ หรือเราสามารถหาดูได้ผ่านสื่อ
อิเลคโทรนิคลักษณะต่าง ๆ คนทุกเพศทุกวัย-ทุกชั้นวรรณะสามารถรับชมได้ผ่านสื่อ หรือเป็นการแสดงสดบนเวที การละครเป็นการแสดงที่มีเรื่องราว ในสังคมไทยมีการแสดงบนเวทีสดหลากหลายรูปแบบ ละครพื้นบ้านพื้นเมือง ที่ชาวบ้านชมกันได้ถึงขอบเวทีทั้งที่เป็นเวทีกลางแจ้ง หรือ เวทีขนาดใหญ่เล็กแบบปิดที่ตั้งอยู่ในเขตเมือง ในศูนยศิลปะ มหาวิทยาลัย ศูนย์การค้า โรงแรม ล้วนมีการแสดงบนเวทีที่สด เป็นการแสดงที่มีต่างความมุ่งหมาย มีหลายรูปแบบทั้งที่เป็นละครรำ ละครร้อง-ปนรำ ละครพูด ละครเพลง ในละครนั้นมีตัวละครตัวเอก ตัวรอง ตัวร้าย ที่ต้องต่อสู้ มีอุปสรรค เกิดความขัดแย้งให้ผู้ชมต้องเฝ้าติดตามกัน แต่จะมีกระบวนการเล่าเรื่องราว จะมีการนำเสนอที่ซับซ้อนเช่นไร อันนี้ก็แล้วแต่รสนิยมของผู้ผลิต และการตอบรับของผู้ชมที่จะเลือกชมกันตามจริต ความนิยม ชมชอบของแต่ละกลุ่ม แต่ละพวก

 
    
     นอกจากละคร ที่แสดงกันบนเวที ที่ต้องไปซื้อตั๋วชมกันแล้ว เราก็ยังมีละครที่ปรากฎอยู่ในสื่อสามัญประจำบ้าน ได้แก่ละครโทรทัศน์ เป็นละครบันเทิงเริงรมย์ที่ซ้ำๆ กัน ดูทุกเรื่องก็เหมือน ๆ คล้าย ๆ กัน เป็นละครที่เน้นเรื่องความรัก ของหนุ่มสาว หลีกหนีจากชีวิตจริงที่ช่วยให้ผู้ชมเกิดความสบายใจ คลายเครียดเหมือนอ่านนิยายหลีกหนีความจำเจของชีวิต การได้ชมละครนั้นเปรียบเสมือนการให้กำลังใจตนเองหลังอาหารเย็นแต่ละมื้อ ด้วยขนมหวาน ใส่น้ำแข็งและนมข้นหวาน พระเอกนางเอกหล่องาม เรื่องราวกระจุ๋มกระจิ๋ม ยังไงๆ มันก็จะลงเอยแบบที่ดีงาม ไม่ต้องมาลุ้นกันมากมายเหมือนกับชีวิตจริงๆ ของเรา มันเป็นความบันเทิงปนเสพติด ที่ไม่ดูก็พอได้แต่มันครั่นเนื้อครั่นตัวอยากลุ้นเรื่องที่มันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรานี้อย่างเต็มที่
ผู้ชมได้เป็นบุคคลที่สามที่ต้องนั่งลุ้นภาพงามๆเหล่านั้น ดูว่าเราเป็นนักบริโภคนิยมที่เบื่อการอ่าน แต่ให้มีคนมาเล่า มีขนมหวาน น้ำตาลเยิ้มให้ดูก่อนนอนทุกวันไป และเป็นการพักผ่อนหย่อนใจที่ราคาที่ถูกที่สุด

     ละครอีกลักษณะหนึ่งที่ยังไม่ได้พูดถึงก็เป็น ละครเวทีเช่นกัน แต่เป็นละครที่มีจุดมุ่งหมายแตกต่างไปจากละครเชิงพาณิชย์ และละครที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อความสมบูรณ์แบบและคุณค่าของ ตัวผลงานละครในเชิงศิลปะ และเป็นผลผลิตทางวัฒนธรรม ละครที่จะกล่าวถึงนี้เป็น ละครทางเลือก และเป็นการสร้างสรรค์ละครมีความต้องการ มีจุดมุ่งหมายในการพัฒนางานที่แตกต่างไปจากละครในกระแสหลัก ละครชนิดนี้ ผู้สร้างสรรค์งานก็ต้องมีความรู้ด้านศิลปะการละคร- มีทักษะและเข้าใจกลวิธีในการ สร้างสรรค์งานละคร ร่วมกันกับผู้อื่น ที่อาจมิใช่นักการละครด้วยกัน เปิดใจที่จะแลกเปลี่ยนและสร้างสรรค์งาน ในพื้นฐานประชาธิปไตย และรับฟังแลกเปลี่ยน นำความคิด บริบทของชุมชมสังคมมาปรับใช้ในการเล่า ในการนำเสนอเรื่องราว เป็นการประยุกต์ใช้ละครเพื่อจุดมุ่งหมายในการพัฒนาคน และสังคม ละครที่ถูกนำไปประยุกต์ใช้นั้นพัฒนาจากฐานความคิด เรื่องละครที่เป็นทางเลือก เป็นแนวคิดที่รุนแรงเพื่อต่อต้านการทำละครแบบสวยงามของปัญญาชน และชนชั้นสูง ผู้นำความคิดเช่นนี้ได้แก่ เบรชท์ ที่สร้างทฤษฎีการละครที่ต้องการให้ผู้ชมละครนั้นมีสติ และเกิดการคิดวิเคราะห์ในการชม หลังสงครามโลกครั้งที่สอง นักการละครในศตวรรษที่ ๒๑ ต้องการสร้างสรรค์ละครแนวใหม่ ที่สื่อสารกับผู้ชมธรรมดาๆ และใช้คุณค่าและเสน่ห์ของละครในด้านความสนุกสนาน มาทำให้ละครกลายเป็นเครื่องมือ เป็นสื่อในการเรียนรู้และเป็นกิจกรรมทางการศึกษา ผู้ทำงานละครต้องการนำ กระบวนการละคร และผลผลิตทางการละครไปใช้ในระบบการศึกษา การพัฒนาชุมชน และการโฆษณารณรงค์ประชาสัมพันธ์แนวคิดยากๆ และมีเป้าหมายในการแสดงเพื่อการพัฒนาคน หรือชุมชน ใช้เป็นสื่อการสอน หรือใช้เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ นั่นหมายความว่า เป็นละครที่จัดระบบ ระเบียบของตนเองอยู่ในเส้นวิชาความรู้ การให้ข่าวสาร และเป็นการพัฒนาจิตใจ เป็นการพัฒนาความคิด และพัฒนาผู้ชม

 

     ประยุกต์ละครเพื่อการพัฒนา
     ละครเพื่อการพัฒนา (Theatre for development) ศัพท์คำนี้เป็นคำที่รู้จักกันแพร่หลายโดยเฉพาะอย่างยิ่งในอาฟริกา ต้นแบบของความพยายามนำความรู้แบบละครการศึกษาแบบ TIE (ละครประเด็นศึกษา หรือที่เรียกกันว่า ละครเพื่อการศึกษา ) ไปปรับใช้กับการเล่านิทาน แบบประเพณีดั้งเดิมของชนเผ่าอาฟริกัน โดยเฉพาะที่ประเทศเคนย่า คำว่า ละครเพื่อการพัฒนาจึงมีความหมายรวมไปถึงการสร้างละครที่ใช้เพื่อจุดประสงค์ในการพัฒนาชุมชน ให้ข้อมูลที่จำเป็น ที่ชุมชนสังคมของอาฟริกันต้องเรียนรู้ไว้อันได้แก่ เรื่องราวเกี่ยวกับ เอดส์ HIV -สิทธิมนุษยชน และการสื่อสารความคิดใหม่เพื่อพัฒนาชุมชนสังคมที่ดีขึ้น การละครเพื่อการพัฒนาในอาฟริกา และในเอเชีย (ได้แก่ อินเดีย บังคลาเทศ ลาว ไทย) จึงเป็นเครื่องมือในการ ที่รัฐและองค์กรทางสังคมจะให้การศึกษาแก่ชุมชน ในกรณีที่จำเป็นกับการพัฒนาความคิดของผู้คน และปรับมุมมองในการใช้ชีวิต ละครมีหลายเรื่องราว และรูปแบบล้วนแฝงนัยยะของวัฒนธรรม ความเชื่อ และสุขภาพอนามัยพื้นฐานของชุมชน ละครเพื่อการพัฒนาในประเทศไทยเป็น ละครเพื่อการพัฒนาในสังคม อันได้แก่ ละครที่ไม่ใช่ละครในกระแสหลัก แต่เป็นละครขนาดเล็กที่มีพัฒนาการมาจากละครเร่ และละครการศึกษาทั้งในระบบ และนอกระบบโรงเรียน ละครชุมชน

     ละครเช่นนี้ เป็นมหรสพ หรือไม่
     คำตอบก็คือเป็นมหรสพแน่นอน เป็นมหรสพที่ช่วยบำรุงจิตใจ สติปัญญาให้เฉียบคมอย่างที่มหรสพที่ดี ควรจะเป็น และเป็นมหรสพของคนยากจน ที่ไม่สามารถ ซื้อหาตามแบบ ละครที่เป็นวัฒนธรรมของชนชั้นกลาง-ชนชั้นปัญญาชน แต่ละครลักษณะนี้เป็นละครที่เป็นเส้นทางเล็กๆ ที่แทรกซึมเข้าไปในสังคมแนวกว้าง -สัมพันธ์กับเยาวชน เพราะแสดงในโรงเรียน สัมพันธ์กับชุมชน เพราะเล่นและแสดงโดยกลุ่มเยาวชนหรือนักแสดงในท้องถิ่น เราคงต้องมาขยายคำจำกัดความของคำว่า เพลิดเพลิน บันเทิงใจ ไม่ได้หมายเพียงเรื่องคำว่า ยิ้มหัวเราะ ชื่นใจเบิกบาน แต่ความบันเทิงในทางปัญญา สติ ในการได้เรียนรู้ ได้เกิดความคิด เกิดปิติ ในการได้มองเห็นแง่มุมที่แตกต่าง หรือ เป็นความบันเทิง ที่ไม่ได้ขบขัน แต่ได้ขบคิด ไม่ได้หัวเราะ แต่อิ่มเอมใจ และทำให้จิตแจ่ม และชื่นบานจากการได้รู้ ได้คิด และได้มองเห็นแง่มุม ที่แตกต่าง ทำให้เกิด ความเข้าใจ และกระจ่างใจในเรื่องบางเรื่องผ่านมหรสพนั้นเป็นกลวิธีที่ฉลาดและสัมฤทธิผลที่สุด ดังนั้นละครในลักษณะเช่นนี้ก็น่าจะได้มีการสนับสนุน มีพัฒนาการ และมีการถ่ายทอด แก่ผู้คนเพราะมันเป็นการศึกษานอกระบบที่ช่วยยกระดับจิตใจของคนหมู่มาก คนที่ไม่มีโอกาสเสพ ละครแบบกระแสหลักในโรงละครใหญ่ และเป็นละครที่มาถ่วง ความเริงรมย์แบบหลีกหนี ให้สมดุลย์ และทำให้สาธารณชนได้รับรู้ศิลปวัฒนธรรมที่ผดุงใจ และนำสู่โอกาสที่ศิลปินเองได้พัฒนาฝีมือ ความคิด และพัฒนาการทำงานให้ซับซ้อนแยบยล ละครที่เน้นเส้นทางเช่นนี้ในบ้านเรามีมากมาย เป็นเครือข่ายที่แข็งแร็งและเริ่มพัฒนา ให้เกิดความเข้มแข็ง
ละครเพื่อการพัฒนาเป็นละครมีราก

      ละครทุกประเภทที่เกิดขึ้นในชาติ ล้วนเป็นละครที่มีจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน ในอดีตละครรับใช้สังคมเสมอ และมีบทบาทหน้าที่ที่ชัดเจนยิ่ง การเล่าเรื่องร้องเพลงสรรเสริญพระเป็นเจ้าในเรื่อง รามายณะ ให้ผู้คนวรรณะที่เข้าไปในโบสถ์พราหมณ์
ไม่ได้นั้น เผยแพร่ความเชื่อนี้ แก่ผู้ชาวเมือง หรือการแสดงละครเร่ ละครชาวล้าน ล้วนเกิดขึ้นเพื่อตั้งคำถาม วิพากษ์ระบบ สร้างเรื่องราวให้ขบขัน และทำให้ ชนชั้นปกครองมีข้อบกพร่องเป็น คนขาดคุณธรรม หรือเป็นตัวตลกที่ผู้ชมเข้าใจและเย้ยหยันได้ ล้วนเป็นกลเม็ดที่สร้างสัญญะ ที่ตรงกันข้าม สำหรับผู้ชม และทำให้คลี่คลายความกดดัน กรอบต่างๆที่กดทับผู้คนได้อย่างชาญฉลาด ส่วนรัฐ เองก็สร้าง ละคร ที่สรรเสริญเทวะราชา อีกทั้งการแสดงที่วิจิตรงดงามในการแสดงของหลวง ล้วนเป็นภาพ-สัญญะ ความมหัศจรรย์ ความงดงามชั้นเทพ แสดงพละกำลัง อำนาจ เกียรติยศ ที่มีมากล้นที่ก่อให้สัญญะ สื่อสารอำนาจวาสนาของผู้มีบุญ มีอำนาจ และมีความชอบธรรมในการเป็นชนชั้นที่จะปกครอง จะเห็นว่า ละคร บทเพลงพื้นบ้าน ล้วนมีส่วนในการให้ความรู้การศึกษา การเรียนรู้ ในเชิง จริยธรรม ปรัชญา จารีต และบางครั้งชี้ให้เห็น ความบกพร่อง แต่ก็ล้วนมีเป้าประสงค์ที่จะรักษา สังคม ถ่ายทอดความคิด และลดช่องว่างความขัดแย้งต่างๆ ในสังคมไทยมีงานพื้นบ้านที่ยั่วยุ ที่ท้าทายกรอบประเพณี วัฒนธรรมที่งดงาม มีเพลงชาวบ้านที่เอาแค่ความสนุก และเล่นกับอำนาจฝ่ายดิบของมนุษย์ เช่นเพลงชาวบ้าน ตลกทะลึ่ง หรือคำผวน คำสองแง่สองง่ามในเพลง หรือละครชาวบ้าน ล้อเล่นกับความต้องการลึกๆของมนุษย์ แต่มันก็แทรกในเรื่อง หรือแทรกเพื่อให้เกิดความขบขัน และหรือ หยอกเย้าในส่วนที่ผู้คนต้องซ่อนปกปิดไว้ แต่โดยรวมการแสดงประสมปนเป ครบทุกรส แต่ในที่สุดก็จบลงด้วยคุณธรรม เรียบง่าย จริงจังหยาบโลน แต่ฉลาดและเก่งในการนำเสนอผ่านคำที่แสดงความปราดเปรื่องและจังหวะที่เหมาะสม

      ในโลกของละครยุครัตนโกสินท์ ที่การประสานวัฒนธรรมของตะวันตกและตะวันออก ค่อยๆ แทรกตัวเข้าหากัน รวมถึงการพัฒนาปรัชญาในเชิงทุนนิยม การละครก็เริ่มมี บทบาทหน้าที่ใหม่ๆ การละครที่ต้องซื้อหา มีค่าดู มีตั๋ว ล้วนเป็นของที่ไม่ใหม่ในสังคมไทย การเปิดวิก แสดงลิเก โรงละครโบราณ ในสมัยรัชกาลที่ห้า ล้วนเกิดขึ้นจากความคิดแบบตะวันตกที่แพร่ขยายตัวเข้ามา การใช้เงินซื้อหาความบันเทิง ที่ครั้งหนึ่งเป็น ระบบ งานบุญ งานเฉลิมฉลองของผู้มีบุญ งานเพื่อให้เห็นเกียรติยศ ของผู้มีวาสนา กลับกลายเป็น งานที่ซื้อหาได้ ด้วยเงิน ชนชั้นที่มีเงินสามารถซี้อความบันเทิงอันงดงามนี้ได้ ส่วนชาวบ้านก็พัฒนารูปแบบการเก็บตั๋วดูลิเก ละครตามวิกในตลาด อันเป็นละครชาวบ้านนั่นเอง

     หลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง ภาพขององค์กรแบบตะวันตกก็เริ่มชัดเจนขึ้น ละครเวทีแบบละครพูด ละครร้อง ละครรำ แสดงในโรงละครต่างๆในกรุงเทพฯ มีโรงละครแห่งชาติที่เสนอคตวามคิดละครที่ให้ความสำคํยกับปนระชาชน คนตัวเล็ก มีรำวง ระบำ และมีการสร้าง ศิลปวัฒนธรรมของชาติ สถาบันทางการศึกษา ที่ขีดมาตรฐานให้กับศิลปะ
ละครเพื่อการพัฒนา ในวิถีใหม่



     ละครลักษณะนี้มีพัฒนาการ เริ่มแรกมาจากมหาวิทยาลัย ที่พูดเช่นนี้ ไม่ได้จะบอกว่า มหาวิทยาลัยเป็นที่กำเนิดแต่มหาวิทยาลัยก็เป็นผู้ที่บุกเบิกพื้นที่ใหม่ ให้กับละครการศึกษา (educational theatre) และพัฒนาคนที่เรียน คนที่ฝึกฝนและคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องให้ทดลองสร้างงานที่มีลักษณะร่วมสมัย มหาวิทยาลัยนั้นเป็นจุดเริ่มต้นในการพัฒนาพื้นที่ที่สร้างละครที่มีรูปแบบแตกต่างจากละครรำแบบประเพณี การก่อตั้งภาควิชาศิลปการละคร ในช่วง ๓ ทศวรรษที่แล้วจากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาฯ /คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาศิลปากร ล้วนเป็นการชักนำละครพูดสมัยใหม่ มาสู่โลกของเยาวชนไทย ครูการละคร หลายคน ที่เป็นผู้ก่อตั้ง สถานฝึกสอน การละครในแบบตะวันตก ในยุคนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์สดใส พันธุมโกมล อาจารย์ มัทนี รัตนิน หรืออาจารย์เด่นดวง พุ่มศิริ ล้วน เป็นผู้ชักนำความคิด เรื่องละครพูด ที่มีบท มีเรื่องราว มีการฝึกฝนอย่างมีขั้นตอน และเป็นละครที่แฝงข้อคิด สาระ และแก่นเรื่องที่นำสู่การเรียนรู้

      การพัฒนาเบื้องต้นของคณะละครเร่ ที่นำเรื่องราว ความรู้ด้านการเมือง และการศึกษา สู่ชนบทนั้น เป็นกระแส ความคิด ในแนวนำความรู้ ข้อคิดไปแลกเปลี่ยนเผยแพร่ในชนบทห่างไกล การทำละครการเมืองของกลุ่มพระจันทร์เสี้ยวในระหว่างการชุมนุมประท้องในช่วงปี ๒๕๑๕ –๒๕๑๙ นั้น เป็นต้นแบบของการทำงานละครสู่เส้นทางการพัฒนาการเผยแพร่ ความรู้ในแบบประชาธิปไตย และต่อมาคลี่คลายมาสู่การทำงานด้านการศึกษา การนำความคิดทางการศึกษา การใช้ละครเป้นกระบวนการในการพัฒนาผู้เรียน ไม่ว่าจะเป็นแนวคิดแบบ Creative Drama-Drama in Education –Theatre in Education. ได้กลายเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการพัฒนา เด็กๆ ในโรงเรียน อีกทั้งต่อมากลายเป็น ละครที่เป็นสื่อในการรณรงค์ เพื่อให้เยาวชนได้เรียนรู้ในเรื่องบางเรื่อง ที่เป็นนโยบายแห่งรัฐ จากจุดนี้ อยากจะสรุปว่า ละครเพื่อการพัฒนา ในประเทศไทยนั้น มีลักษณะเด่นและบทบาทดังนี้
     ๑. ละครที่มีความสนุกสนานและสาระที่มีประโชน์แก่ผู้ชม—(ละครเยาวชน-ละครเร่เล็กๆที่เร่ ไปในโรงเรียนและชุมชน) ตัวอย่าง-ละครเงาจากพระจันทร์พเนจร ละครการศึกษา ของมะขามป้อม -บางเพลย์
     ๒. ละครที่เป็นกระบวนการในการพัฒนาผู้เรียน---(ละครในโรงเรียน ลักษณะต่างๆ---กิจกรรมละครที่ครู ช่วยเด็กๆพัฒนา หรือกลุ่มละครเข้าไปทำงานกับโรงเรียน )
     ๓. ละครที่ใช้ในการโฆษณาประชาสัมพันธ์ (ละครรณรงค์—จะไม่มีเรื่องราวซับซ้อน เพียงแต่บอกข้อมูล) ละครเรื่องประหยัดพลังงาน ละครต่อต้านการดื่มเหล้า ละครเพศศึกษา


     

     ใครทำละครประเภทนี้?
     ละครในลักษณะนี้เป็น ละครที่มีเส้นแบ่งที่บางมากระหว่างการทำงานแบบศิลปิน กับการทำงานที่เอากระบวนการละครมาจับ และทำเพื่อเป็นสันทนาการกลุ่ม อันนี้ขึ้นอยู่กับทักษะ ภูมิหลังของคนทำ ดังนั้นในวันนี้ ดูเหมือนว่า ละครเวที ในลักษณะละครผอม หรือละครเร่ –ที่มีการแสดงกันสดๆ นั้นจะเป็น สื่อทางเลือก ที่คน หลายคนคิดว่า “ตน” พอจัดการได้ ไม่ยากเกินไป และ แทรก ความรู้ต่างๆ ได้ตามที่ตน ต้องการ

     ละครและกิจกรรมละครจึงกลายเป็นกระบวนการ เครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์ และหรือการทำกิจกรรม ต่าง ๆ ร่วมกัน ต่อจากนั้นนำมาร้อยเรียงกันให้มีลำดับ หรือเป็นเรื่องราว เพื่อส่งสารหรือโฆษณา ความคิดอย่างใดอย่างหนึ่ง พื้นฐานการพัฒนากิจกรรมร่วมกัน ลองทำดูและเรียนรู้จากมันนั้น ละครจึงถูกจัดการ เตรียมการ สร้างขั้นตอนกิจกรรมให้เหมือนกับ เกม หรือกิจกรรมค่าย โดยสร้าง โอกาส และพื้นที่ ให้ ผู้มีส่วนร่วมในการทำกิจกรรม ได้ทำงานร่วมกัน และพัฒนางานเป็นชิ้นออกมา ซึ่งในกรณีนี้ ละคร ก็เป็นกิจกรรมที่มีคุณประโยชน์ และสามารถก่อให้เกิด การทำงานเป็นกลุ่มก้อน การแก้ปัญหาเฉพาะหน้า และสร้างผู้นำ เฉกเช่น กิจกรรมค่ายอื่นๆ เช่นกัน

     แต่ถ้าต้องการใช้ศักยภาพของศิลปะ มาใช้ในการทำกิจกรรมเช่นนี้ ละครไม่ว่าจะเป็นแบบละครที่เป็นแบบฉบับ หรือละครที่มีจุดมุ่งหมายในการทำละครเพื่อพัฒนา หรือการนำละครออกมาจากกรอบแบบฉบับ เพื่อให้ละครเป็นสื่อในการให้อิสระต่อผู้ฝึกฝนหรือตั้งคำถามและนำสู่การเปลี่ยนแปลงในชุมชนหรือสังคมนั้น ต้องใช้ความรู้ ทักษะทางศิลปการละครเท่าเทียมกันกับการทำงานศิลปะที่เน้นกระบวนการ ต้องการผู้ประสานความคิด ผู้สามารถพัฒนาลำดับเรื่องราวที่มีขั้นตอนและนำสู่การเรียนรู้ คุณค่าของการใช้ชีวิต ตั้งคำถามยาก ๆ ให้ผู้อยู่ในกระบวนการได้ค้นหา การฝึกฝนหลักการแสดงที่ถูกต้องแก่ผู้เข้าร่วมกิจกรรม ที่เน้นจุดมุ่งหมาย ความต้องการของตัวละคร และพัฒนาการแสดงจากความรู้สึกจริงของนักแสดงในเงื่อนไขที่มีการสมมติขึ้น ทำให้ผู้ที่มีส่วนร่วมในกิจกรรม เรียนรู้ปัญหาได้อย่างลึกซึ้ง เกิดความเข้าใจในตัวละคร สถานการณ์ และขณะเดียวกัน เรียนรู้ที่จะรับผิดชอบและทำงานร่วมกับผู้อื่นในกลุ่ม จากการทำกิจกรรมละคร การพัฒนาบท ละคร และการแสดง และฝึกฝนกิจกรรมการแสดงกับผู้อื่น ผู้มีส่วนร่วมในการละคร จะได้เรียนรู้ที่จะเข้ากลุ่มและทำงานร่วมกับผู้อื่น มีโอกาสรับฟัง เรื่องราวของผู้อื่น ได้แชร์ความคิด ปัญหา ทัศนคติ ฝึกการใช้เหตผล เรียนรู้การทำงานเป็นทีม ช่วยกันแก้ปัญหาและมีความรับผิดชอบต่อการสร้างสรรค์งาน คนทำกิจกรรมละครต้องมีความมุ่งมั่น จดจ่อและมีสมาธิในการพัฒนางาน เรียนรู้จากการฝึกฝนทักษะ บางครั้งใช้ความจำ หลายครั้งใช้ปฎิภาณ ไหวพริบในการแสดงสด การวิเคราะห วิพากษ์วิจารณ์ เรื่องราวที่นำมาเป็นเนื้อหาในการแสดง ฝึกฝน ทักษะในการทดลองเป็นผู้อื่นในเงื่อนไขที่มีการสร้างขึ้น กระบวนการละครทั้งที่เน้นผลผลิต หรือการเรียนรู้ของผู้ทำงานในกลุ่ม ช่วยให้ผู้มีส่วนร่วมกิจกรรมได้มีโอกาสในการทดลองและค้นหา ความสามารถของตนเอง เปิดใจและกล้าเสนอความคิด รับฟังและโต้แย้ง คัดเลือกแนวทางในการพัฒนางานโดยเน้นเป้าหมายในการทำงาน ผู้ฝึกฝนการละคร จะได้รับมอบหมายหน้าที่ บทบาทที่ต้องฝึกฝน ฝึกซ้อมและต้องรับผิดชอบต่อเพื่อนร่วมงาน ทำให้ผู้ทำกิจกรรมเกิดความเข้าใจในศักยะภาพของตนในการทำงานร่วมกับผู้อื่น และเรียนรู้ทักษะชีวิต ได้อย่างเป็นขั้นตอน ทำให้เมื่อผ่านกระบวนการละครไม่ว่าแบบใด จะทำให้ผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรมเหล่านั้นมีทักษะในการใช้ชีวิต ไม่ว่าเขาจะต้องการเป็นนักแสดง นักการละคร หรือทำงานในบทบาทอื่นๆในสังคม สำหรับผู้ชมละคร ประเภทนี้ ก็สามารถได้มองเห็นเรื่องราว ที่สะท้อนจากชุมชน และมองเห็นอนวคิดที่แตกต่าง และสามารถนำความคิด สาระในละครมาวิเคราะห์ วิพากย์ และปรับปรุงแนวคิดเพื่อนำสู่การเปลี่ยนแปลง คนที่ทำกิจกรรมเช่นนี้ ถ้าเป็นคนที่มีความรู้ทางศิลปะ การละคร จะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงในกลุ่มผู้ร่วมงานผ่านกลวิธีทางศิลปะ การละครลักษณะเช่นนี้ต้องการการมีส่วนร่วม การนำข้อมูลในชุมชน มาใช้ในการพัฒนากระบวนการและพัฒนาผลงาน ดังนั้นผู้ชม ชุมชน และศิลปินที่เข้าไปทำละครลักษณะนี้ จึงเป็นการทำงาน ที่เป็นประโยชน์ ต่อชุมชน และท้าทายความรู้ ความสามรถของนักการละคร ที่จะนำเสนอ เล่าเรื่องราวที่นำไปสู่การกระตุ้น คิด การพูดคุยและเปลี่ยนแปลง

     

     ละคร – สื่อพัฒนาชีวิต และเปลี่ยนแปลงสังคม
     ละคร เป็นสื่อเพื่อพัฒนาชีวิต และเปลียนแปลงสังคมได้อย่างไร เรามีวิธีการสอบวัด หรือพิสูจน์ ประเมิน กันอย่างไร ว่า ละคร และ กิจกรรมละคร ที่มีการปฏิบัติอยู่หรือใช้อยู่ในสังคมไทยอย่างแพร่หลาย ในโรงเรียน และในชุมชนนั้น มันเป็นสื่อที่มีคุณภาพ สามารถช่วยเสริมสร้างการเรียนรู้ พัฒนาชีวิต อีกทั้งเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรม และ/หรือมีส่วนในการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ ในบทความนี้ จะขอกล่าวถึงแนวความคิด ๓ หัวข้อ เพื่อชี้แจงให้เห็นว่า ละครที่เรานิยมใช้กัน และ/หรือเข้าใจกัน ว่า มันมีคุณความดี มันช่วยในการพัฒนาคน และ สังคมนั้น มันทำได้อย่างไร

     ละครสายทางเลือก
     ก่อนอื่นคงต้องเล่าถึงที่มาและที่ไป ของ “ละครทางเลือก----- ไม่ว่าจะเป็นละครที่เน้นกระบวนการ (Process) หรือละครที่มีการแสดงเป็นเรื่องราว (product) ” ที่แพร่หลายในสังคมไทย ที่ไม่ใช่ละครตามแบบฉบับ (Convention) ที่เป็นละครกระแสหลัก อันได้แก่ละครเวที ที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อความดี ความงาม ในเชิงศิลปะและสื่อสาระที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการนำเสนอ หรือเป็นละครที่ให้ความบันเทิง ความชื่นใจ อิ่มเอม และหลีกหนีไปจากโลกแห่งความเป็นจริง ที่พูดเช่นนี้ ไม่ได้หมายความว่าละครที่เป็นแบบฉบับ นั้นมันเป็นละครที่ไม่ให้อะไรกับสังคม ที่จริงแล้วละครที่ดีนั้น ไม่ว่าจะดำรงอยู่ในสายทางใด แบบใด ย่อมกระตุ้นให้เกิดความคิด ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในความคิด จิตใจของผู้ชม หรือแม้กระทั้งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสังคมได้ทั้งสิ้น ในอดีต ละครเคยเป็น เครื่องมือในการกล่อมเกลาจิตใจ (ละครกรีก) ละครร้องรำ เล่าเรื่องในแบบละครตะวันออก เป็นเครื่องมือในการให้ความรู้เรื่องธรรมะ กระตุ้นให้เกิดความละอายต่อบาป และการสำรวจตนเองว่าเรา เป็นผู้ที่ได้หลงผิด ไปเช่นนั้นบ้างหรือไม่ นอกจากนั้นละครล้วนมีจุดมุ่งหมายและมีบทบาทต่อสังคมทั้งสิ้น

     อย่างไรก็ตาม ละครแบบฉบับนั้น เป็นศิลปะที่ต่อมากลายเป็น สัญญลักษณ์ ในเชิงชนชั้น นักการละครทุ่มความคิดในการสร้างสรรค์ขึ้นในแบบพิถีพิถัน ใช้ความชาญฉลาดในการสร้างสรรค์งาน และมุ่งเน้นเรื่องความงดงามและความชาญฉลาดในการสร้างเรื่องราว การนำเสนอ แต่ด้วยข้อจำกัดในสถานที่แสดงและการเข้าชม ละครจึงกลายเป็นเครืองกำหนดชนชั้น สถานะทางสังคม อีกทั้ง ละครกลับกลายเป็น ผลผลิตเฉพาะเพื่อชนชั้นสูง ผู้มีการศึกษา และซื้อหาเข้าชมได้เฉพาะกลุ่มชนชั้นกลาง และคนที่เข้าใจระบบ ระเบียบและมีรสนิยมอันสุนทรีย์ ศิลปิน ก็เป็นชนชั้นพิเศษที่มีมีความแปลก และมีความชำนาญทักษะที่ไม่เหมือนและสามารถเข้าใจสื่อสารได้เฉพาะ คนในชั้นวรรณะหนึ่งเท่านั้น ส่วน ศิลปะอันเป็นวิถีชีวิต ที่เป็นความงามอันใกล้ชิดกับธรรมชาติ และพัฒนาจากงานฝีมือ และหรือการบอกเล่า ชีวิต ตำนานของผู้คน กลับกลายเป็นเรื่องสามัญ ของคนที่ไม่มีการศึกษา หรือไม่มีความรู้อันงดงามที่จะปรุงแต่งของศิลปะ

 

     เราใช้คำว่า “ละครทางเลือก” เรียก ละครที่ออกมาแสดง นอกเวที นอกโรงละคร เพราะมันเป็นละครที่มุ่งนำเอา ละคร หรือ กระบวนการละคร ไปใช้เป็นเครื่องมือในการ สื่อความคิด สื่อข้อมูลข่าวสาร หรือตั้งคำถามกับผู้ชมในชุมชนหรือใน สังคมที่ละครไปแสดงให้ชม ละครในลักษณะเช่นนี้ เป็นกิจกรรมเพื่อการพัฒนาผู้ร่วมกิจกรรม และผู้ชม ให้เกิดความเข้าใจ
ในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือทำให้เกิดความสงสัย การคิดวิเคราะห์ และสามารถวิพากษ์ วิจารณ์ ขัดแย้ง ผู้ชมไม่เพียงรับรู้ ซึมซับสาระ ในละครทางเลือก ละครมักไม่บอกหนทางการแก้ไข ปัญหา แต่ผู้ชมต้องเข้ามามีส่วนร่วมคิด ร่วมค้นหาแนวทางในการพัฒนาละคร

    แต่ละคร และการทำกิจกรรมละคร อันเป็นกิจกรรมที่มีรากฐาน มาจากศิลปะ นั้น มันทำได้มากกว่า และช่วยพัฒนาเปลี่ยนแปลงวิธีคิด และเสริมสร้างความรู้ ความเข้าใจผู้อื่นได้ดีกว่า ถ้ากิจกรรมการละครนั้นได้รับการส่งเสริม พัฒนา และจัดกิจกรรมจากผู้ที่มีความรู้เข้าใจ หลัก และกลวิธีทางศิลปการละคร แล้ว ละครน่าจะพัฒนา ผู้มีส่วนร่วมในกิจกรรม และ/หรือ ผู้ที่ เป็นผู้ชม ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในกระบวนคิด และสามารถนำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม และชี้นำสังคมได้จริงและวัดประเมินได้

     ละครนอกกรอบละครแบบฉบับ นั้นเกิดขี้นในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นละครที่มีลักษณะที่เป็นเบ็ดเสร็จและมุ่งเน้นความบันเทิง นำสู่การเป็นมหรสพต็มรูปแบบ และก่อให้เกิดการตั้งคำถามแก่นักการละครเองว่า ชีวิต อิสระภาพ และการทำละครเพื่อให้เกิดการกระตุ้น ตั้งคำถามหรือก่อกวนให้ผู้ชมต้องคิด ต้องสืบค้นบทบาท ของตนนั้นมันหายไปไหน

 



      แนวคิดดังกล่าวนั้นเริ่มต้นจากความคิดเริ่มแรกของ “ละคร” ลักษณะนี้ ที่แม้ว่าจะใช้กลวิธี หลักในการคิดสร้างสรรค์
บทละคร หลักของการแสดง และกำกับการแสดงในแบบสากล แต่ตัวผลงานละคร และจุดมุ่งหมายในการผลิตละครนั้นก็แตกต่างจากการสร้างสรรค์ละครตามแบบฉบับ อันได้แก่ แนวคิดถึงละครในส่วนที่เป็นงานศิลปะชั้นสูง หรือเป็นมหรสพเพื่อความบันเทิงแก่ผู้ชมแนวคิดในการสร้าง “ละคร” เพื่อจุดมุ่งหมายที่แตกต่างออกไปนั้นเป็นแนวคิดที่ต้องใช้ความรู้ ความสามารถในการสรรค์สร้างละครเฉกเช่นเดียวกันกับ ละครตามแบบฉบับที่ “ให้ความสำคัญกับ ความเป็นศิลปะที่งดงาม กระบวนการสร้าง และความสมบูรณ์แบบละคร”กลับกลายเป็น สัยยะ ที่อันเป็นประโยชน์ที่บอก รสนิยม-ชนชั้น ในสังคม อันทำให้เกิดแนวคิดว่า ผู้ที่สร้างสรรค์งานละครนั้นเป็นมนุษย์ที่มีความพิเศษ เป็นศิลปินที่ถึงพร้อมทางศิลปะ และมันทำให้ “ละคร” กลายเป็น กิจกรรมที่บอกชนชั้น ความรู้ และฐานะทางสังคม ศิลปินเองก็อุปโลกความพิเศษของตนเอง ให้เป็นสถานะที่แตกต่าง และเป็นคนที่แปลกแตกต่างไปจากปุถุชน แนวคิดเช่นนี้ในศตที่ ๒๐ ทำให้ ละครกลับกลายเป็นผลผลิตทางศิลปะที่มีการผลิตซ้ำ และเป็นสัญยลักษณ์ของ การทำซ้ำทางวัฒนธรรม ที่ทำให้ละครขาด พลังอันบิ่งใหญ่ คือการเป็นเครื่องมือ ที่กระตุก ผู้คนให้เกิดการคิดวิเคราะห์ ละครไม่ใช่คำตอบแต่ตั้งคำถามเกี่ยวกับ สิ่งที่เป็นไปในสังคม และก่อให้เกิด การเปลี่ยนแปลงทางความคิด อีกทั้งอาจรุนแรงไปถึงการเปลี่ยนแปลงทางสังคมได้
ทั้งหมด : 1 หน้า
หน้า : 1